iTopPlus804782534489

iTopPlus467361405376

หลายคนที่กำลังคิดอยากลงทุนทำธุรกิจแฟรนไชส์เมื่อเริ่มต้นหาข้อมูลแฟรนไชส์เพื่อประกอบการตัดสินใจคงจะต้องสะดุดใจกับค่าใช้จ่ายที่ถูกเรียกว่าค่าสมาชิกรายปีหรือค่า royalty กันใช่ไหมคะว่ามันคือค่าใช้จ่ายอะไร ทำไมแฟรนไชส์ถึงต้องเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนนี้ในแต่ละปีด้วยทั้ง ๆ ที่เมื่อแรกเข้าจะลงทุนแฟรนไชส์ก็ต้องเสียค่าแรกเข้าเป็นเงินก้อนอยู่แล้ว หรือแม้กระทั่งในระหว่างที่ทำแฟรนไชส์อยู่หากวัตถุดิบหมดก็ต้องเสียค่าวัตถุดิบที่ต้องสั่งซื้อกับทางแฟรนไชส์อยู่ดี แล้วค่าใช้จ่ายส่วนที่งอกออกมานี้มันคืออะไรกันแน่ เพื่อไขข้อข้องใจในเรื่องนี้ วันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับค่าสมาชิกรายปีในธุรกิจแฟรนไชส์และเหตุผลที่ทางแฟรนไชส์ต้องเรียกเก็บกัน         
ค่าสมาชิกรายปีหรือค่า Royalty คืออะไร ?
ค่าสมาชิกรายปีหรือค่า royalty คือค่าใช้จ่ายที่ทางแฟรนไชส์เรียกเก็บจากแฟรนไชส์ซีเพื่อเป็นหลักว่าตัวแฟรนไชส์ซียังคงสนใจที่จะร่วมทำธุรกิจกับทางแบรนด์อยู่ โดยมากมักเรียกเก็บจากส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์ยอดขายเพื่อให้เกิดความรู้สึกร่วมไปด้วยกันว่าทั้งคู่จะยังคงร่วมธุรกิจ ร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกันอยู่ ค่าสมาชิกรายปีไม่ใช่เงินกินเปล่าที่จู่ ๆ ทางแฟรนไชส์จะเรียกเก็บจากคุณนะคะ เงินตัวนี้ทางแฟรนไชส์จะนำไปต่อยอดพัฒนาแบรนด์ซึ่งท้ายที่สุดผลประโยชน์ก็จะย้อนกลับมาสู่ตัวแฟรนไชส์ซีอยู่ดีค่ะ
แล้วรูปแบบในการเก็บค่าสมาชิกรายปีหรือค่า royalty มีอะไรบ้าง ?


6GDNTheWaffle336x280px


สำหรับรูปแบบในการเก็บค่าสมาชิกมักจะมีอยู่ด้วยกัน 4 รูปแบบดังนี้

1. คิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากผลกำไรหรือยอดรายรับโดยการกำหนดอัตราเป็นเปอร์เซ็นต์ที่แน่นอนตามที่ตกลงกันไว้ วิธีการนี้จะทำให้แฟรนไชส์สามารถรับรู้ยอดขายหรือกำไรที่แต่ละแฟรนไชส์ซีได้รับ
2. คิดแบบอัตราคงที่หรือเหมาจ่ายโดยทางแฟรนไชส์จะกำหนดเป็นอัตราที่คงที่ตายตัวซึ่งไม่ว่าแฟรนไชส์ซีจะมียอดขายหรือกำไรเท่าใดก็จ่ายเพียงเท่าที่กำหนด
3. แบบผสมหรือขั้นบันไดคือการที่แฟรนไชส์จะกำหนดอัตราขั้นต่ำมาจำนวนหนึ่งที่ไม่มากนักและจะมีการเรียกเก็บเพิ่มขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขายหรือกำไรที่มากขึ้นตามที่มีการกำหนดไว้
4. คิดจากยอดสั่งสินค้า คือการเรียกเก็บที่ทางแฟรนไชส์ไม่ได้สนใจยอดขายหรือกำไรที่ทางแฟรนไชส์ซีจะได้แต่จะคิดจากยอดสั่งซื้อสินค้าจากทางแฟรนไชส์แทน

6 เหตุผลที่ทางแฟรนไชส์ต้องเรียกเก็บค่าสมาชิกรายปีจากทางแฟรนไชส์ซี

1. เป็นหลักประกันว่าแฟรนไชส์ซีมีความตั้งใจอยากร่วมทำธุรกิจด้วยกันจริง ๆ

คุณรู้ไหมคะว่ากว่าที่แฟรนไชส์แต่ละแบรนด์จะมายืนในจุดที่ประสบความสำเร็จได้นั้น เจ้าของ แฟรนไชส์ต้องผ่านร้อนผ่านหนาว ผจญปัญหาและฝ่าฟันอุปสรรคอะไรมาบ้าง ต้องล้มลุกคลุกคลานนับไม่ถ้วนกว่าจะมีวันนี้วันที่แฟรนไชส์เริ่มมีชื่อเสียง มีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น การจะผ่านมายังจุดนี้ได้นั้นนับว่าไม่ง่ายเลย ดังนั้นทางแฟรนไชส์เองก็ต้องคัดเลือกแล้วคัดเลือกอีก พิจารณาแล้วพิจารณาอีกว่าจะยอมให้คุณมาร่วมกับทางแฟรนไชส์ดีหรือไม่เช่นกันค่ะ และการเรียกเก็บเงินค่าสมาชิกรายปีก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ทางแฟรนไชส์จะมั่นใจได้ว่าคุณเองมีความตั้งใจจริงที่อยากจะร่วมธุรกิจกับทางแฟรนไชส์ค่ะ เพราะทุก ๆ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นโดยแฟรนไชส์ซีตัวผู้ซื้อแฟรนไชส์ไม่ได้แบกรับชื่อเสียงที่เสียหายนะคะ หากแต่เป็นแบรนด์แฟรนไชส์ต่างหากที่จะเสียชื่อเสียงที่สั่งสมมาทั้งหมดค่ะ

2. เอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารระบบสนับสนุน

การที่ทางแฟรนไชส์ซีมีทีมที่ปรึกษาและระบบสนับสนุนคอยให้ความช่วยเหลือทุกครั้งที่เกิดปัญหาหรือมีอุปสรรคไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่ไปด้วยกัน การพัฒนาระบบช่วยเหลือต่าง ๆ ก็ตาม สิ่งเหล่านี้คือค่าใช้จ่ายที่ทางแบรนด์เองก็ต้องแบกรับเป็นต้นทุนของทางแบรนด์เช่นกันค่ะ ดังนั้นการที่แบรนด์จะสามารถสร้างทีมที่ปรึกษาและพัฒนาระบบสนับสนุนให้มาคอยช่วยเหลือคุณได้นั้นค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งก็ได้มาจากค่าสมาชิกรายปีที่เรียกเก็บจากแฟรนไชส์ซีเช่นคุณนั่นเอง

3. เอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาแบรนด์ พัฒนาสินค้าและค้นคว้าผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ

ธุรกิจใดที่ไม่มีการพัฒนาธุรกิจนั้นกำลังจะถึงทางตันและเตรียมล้มหายไปจากวงการธุรกิจในไม่ช้า ผลกระทบจากการหยุดพัฒนาก็อาจเกิดขึ้นแม้กระทั่งกับแบรนด์ที่แข็งแกร่งจนดูเหมือนยากที่จะล้มได้เช่นกันค่ะ การเรียกเก็บค่าสมาชิกจากแฟรนไชส์ซีส่วนหนึ่งก็เพื่อนำไปพัฒนาแบรนด์ พัฒนาสินค้าให้ตอบสนองต่อลูกค้าเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม ๆ และเรียกหาลูกค้าใหม่ ๆ ค่ะ แฟรนไชส์ที่มีการพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ออกมาอยู่เสมอจึงจะสามารถประสบความสำเร็จและยืนระยะอยู่ในวงการธุรกิจได้ยาวนาน และประโยชน์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็จะย้อนกลับไปสู่ตัวแฟรนไชส์ซีนั่นเอง

4. เอาไว้ช่วยเป็นค่าใช้จ่ายในการทำการตลาด ออกโปรโมชั่นและช่วยโปรโมทแบรนด์

หนึ่งในหน้าที่สำคัญของทางแฟรนไชส์ที่ต้องทำหากอยากให้ธุรกิจเติบโต ขยายตัวและเป็นที่รู้จักก็คือ การทำการตลาด โฆษณาและประชาสัมพันธ์แบรนด์ค่ะ ซึ่งทางตัวแฟรนไชส์เองต้องคิดกลยุทธ์ วางแผนการทำการตลาด ออกโปรโมชั่นและช่วยโปรโมทแบรนด์ธุรกิจให้เป็นที่รู้จัก หลาย ๆ แบรนด์นอกจากจะใช้การทำการตลาดออนไลน์แล้วพวกเขายังใช้แผนการเชิงรุกในการไปออกตามอีเวนท์ต่าง ๆ เพื่อโปร-โมทแบรนด์ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแทบทั้งสิ้น ค่าสมาชิกที่ถูกเรียกเก็บไปส่วนหนึ่งก็ถูกนำไปใช้ในขั้นตอนนี้ค่ะ และก็แน่นอนว่าตัวคุณผู้เป็นแฟรนไชส์ซีก็คือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ไปอีกเช่นกัน

5. การเสียเงินค่าสมาชิกรายปีเปรียบได้กับการซื้อสิทธิ์ในการใช้ชื่อแบรนด์ในการทำธุรกิจ

เพราะการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ด้วยตนเองไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งคุณอาจจะต้องฝ่าฟันล้มลุกคลุกคลานไม่น้อยทีเดียวจึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้อย่างที่คุณต้องการ และก็ไม่แน่ด้วยว่าธุรกิจที่คุณกำลังจะเริ่มต้นนั้นจะประสบความสำเร็จสมดั่งที่ใจคุณมุ่งหวังหรือไม่ การทำธุรกิจแฟรนไชส์ก็คือการลงทุนเพื่อเอากระบวนการ เอาแนวคิด เอาวิธีการที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแน่ ๆ มาทำตามเพื่อความสำเร็จค่ะ ซึ่งก็แน่นอนว่าคุณจะได้รับสิทธิ์ในการใช้ชื่อแบรนด์นั้น ๆ มาทำธุรกิจรวมถึงได้รับฐานลูกค้าจากแบรนด์นั้น ๆ มาด้วยเช่นกัน ดังนั้นการเสียค่าสมาชิกรายปีก็เปรียบได้กับการซื้อสิทธิ์ในการนำชื่อของแบรนด์นั้น ๆ มาทำธุรกิจนั่นเอง เพราะนั่นคือสิ่งการันตีความสำเร็จที่แน่นอนกว่าการไปบุกเบิกธุรกิจด้วยตัวเอง

6. เป็นการสร้างความผูกพันว่าจะร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกันและไม่ทอดทิ้งกัน

ในหลายครั้งที่การเก็บค่าสมาชิกรายปีหรือค่า royalty ก็เสมือนพันธสัญญาที่แฟรนไชส์ให้ไว้แก่กันว่าจะไม่ทอดทิ้งกันค่ะ เพราะในบางรูปแบบของการเก็บค่าสมาชิกจะใช้ระบบการเก็บเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขายนั่นหมายความว่าถ้ายอดขายมากตัวแฟรนไชส์ก็จะได้เปอร์เซ็นต์มากแต่ถ้ายอดขายไม่ดีทางแฟรนไชส์ก็จะรู้และช่วยคุณหาสาเหตุและช่วยกันฝ่าฟันแก้ปัญหาไปพร้อม ๆกับแฟรนไชส์ซีค่ะ เพราะยอดขายที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายถึงแค่ทางแฟรนไชส์ได้เปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียวแต่ยังหมายถึงรายได้ที่มากขึ้นของตัวแฟรนไชส์ซีเองด้วยเช่นกัน

แม้ว่าคุณอาจจะคิดว่าค่าสมาชิกรายปีเป็นค่าใช้จ่ายที่ดูหยุมหยิมแต่เราก็ไม่อยากให้คุณคิดว่าทางแฟรนไชส์กำลังเอาเปรียบคุณอยู่นะคะ เพราะค่าสมาชิกที่ทางแฟรนไชส์เรียกเก็บจากคุณ เงินจำนวนนี้ไม่ได้สูญหายไปไหนแน่นอน แต่มันคือเงินที่จะไปสู่ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาแบรนด์ พัฒนาระบบ พัฒนาสินค้าเพื่อความเติบโตของตัวธุรกิจค่ะ และสุดท้ายคุณก็คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่เกิดขึ้นและได้ร่วมความสำเร็จนั้นอย่างแน่นอน

 

บทความที่เกี่ยวข้อง : จะเริ่มทำธุรกิจต้องเริ่มจากอะไร?/สิ่งที่ต้องเตรียมการก่อนซื้อแฟรนไชส์/จะซื้อแฟรนไชส์ต้องดูเอกสารสัญญาเรื่องอะไรบ้าง?

สนใจแฟรนไชส์

iTopPlus1312794406907



LogoTheWaffleFooter

บริษัท เดอะ วอฟเฟิล ซัพพลาย จำกัด

เลขที่ 419/41-44 หมู่ 5 ซอยศรีด่าน 29

ถนนศรีนครินทร์ ตำบลสำโรงเหนือ

อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 10270

Tel : 02-748-6410

E-mail Facebook Instagram Line TikTok YouTube

© Copyright 2017  www.thewafflesupply.com  All Rights Reserved