ร้านสาขาแฟรนไชส์ควรทำบัญชีอย่างไร

บัญชีกับธุรกิจเป็นของคู่กัน ตราบใดที่เรายังต้องมีการเสียภาษี และต้องการรับรู้ รายรับ - รายจ่าย,กำไร – ขาดทุน จากการดำเนินธุรกิจ ร้านสาขาแฟรนไชส์ไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ก็ต้องมีการทำบัญชีควบคู่กันไปด้วย ไม่อย่างนั้นคงไม่รู้ว่าตั้งแต่ทำธุรกิจมาเราได้กำไร หรือ ขาดทุน
ร้านสาขาแฟรนไชส์ควรจ้างทำบัญชีหรือทำบัญชีร้านค้าเองดี
ไม่ว่าจะเป็นการจ้างทำบัญชีหรือเลือกที่จะทำบัญชีเอง สิ่งสำคัญคือ จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบัญชีธุรกิจและภาษีอากร แล้วข้อดีข้อเสียระหว่างการจ้างทำบัญชีกับการทำบัญชีเองมีอะไรบ้าง
1. ทำบัญชีร้านค้าเอง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจ้างบริษัทรับทำบัญชี แต่เจ้าของร้านแฟรนไชส์จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการทำบัญชี มาตรฐานการบัญชี และกฎหมายภาษีอากร จึงจะสามารถทำบัญชีได้อย่างไม่มีผิดพลาด และหากเราไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีรับอนุญาต กับสภาวิชาชีพบัญชี เราจะไม่สามารถลงนามเอกสารทางบัญชีได้ ดังนั้นต่อให้เราสามารถทำบัญชีได้ด้วยตนเอง แต่ก็ต้องว่าจ้างผู้ทำบัญชีรับอนุญาตเป็นผู้ตรวจสอบและลงนามให้อยู่ดี
2. จ้างทำบัญชี การจ้างบริษัทรับทำบัญชีทำให้เรามีต้นทุนบริหารเพิ่ม ราคาค่าจ้างทำบัญชีจะถูกหรือแพง ขึ้นอยู่กับปริมาณเอกสารและขอบเขตหน้าที่การทำงานที่เราต้องการว่าจ้างด้วย โดยค่าใช้จ่ายจะเริ่มต้นที่ประมาณเดือนละ 4,000 บาทขึ้นไป หากเอกสารเรามีมาก หรือว่าจ้างให้สำนักงานบัญชีดูแลเรื่องการยื่นภาษีต่าง ๆ ให้ก็จะมีค่าบริการที่เพิ่มมากขึ้น และ ร้านสาขาแฟรนไชส์มีหน้าที่ในการส่งเอกสารการซื้อ – ขาย ให้กับบริษัทรับทำบัญชีทุกเดือน เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ฯลฯ
จะทำบัญชีเองต้องมีความรู้เรื่องอะไรบ้าง
1. บัญชีรายรับ คือรายได้ที่ได้จากการขายสินค้าและรายได้อื่น ๆ ที่เกิดจากการประกอบกิจการ อย่างเช่น รายได้จากการขายขยะรีไซเคิล ก็นับเป็นรายได้อื่น ๆ เช่นกัน โดยเราจะต้องมีการเก็บหลักฐานการขายสินค้าเพื่อนำไปใช้ในการบันทึกบัญชี เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน เป็นต้น
2. บัญชีค่าใช้จ่าย บัญชีค่าใช้จ่ายจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ค่าใช้จ่ายในการผลิตและขายสินค้า และ อีกส่วนคือ ค่าใช้จ่ายในการบริหารร้านแฟรนไชส์ ซึ่งเราจะต้องมีการเก็บเอกสารไว้สำหรับการลงบัญชี เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบสั่งซื้อ เป็นต้น
ค่าใช้จ่ายในการผลิตและขายสินค้า คือค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่เกี่ยวกับการผลิตและการขายสินค้าโดยตรง เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าแพคเกจจิ้ง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่า ค่าจ้างพนักงานขาย เป็นส่วนช่วยในการบริหารต้นทุน
ค่าใช้จ่ายในการบริหาร คือค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการขายโดยตรง เช่น ค่าเครื่องเขียน ค่าจ้างพนักงานบัญชีประจำร้าน ค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดออนไลน์ เป็นต้น
3. สินทรัพย์และค่าเสื่อมราคา คือบัญชีสินทรัพย์ภายในร้านสาขาแฟรนไชส์ เช่น สิ่งปลูกสร้าง ค่าติดตั้งระบบสาธารณูปโภค คีออส เครื่องคิดเงินร้านค้า เฟอร์นิเจอร์ภายในร้าน ซึ่งเราจะต้องกำหนดมูลค่าเริ่มต้นของสินทรัพย์ว่าจะต้องมีมูลค่าตั้งแต่เท่าไหร่จึงจะต้องขึ้นทะเบียนทรัพย์สิน โดยค่าใช้จ่ายในการซื้อสินทรัพย์เหล่านี้เราจะไม่นำมาลงบัญชีค่าใช้จ่ายในครั้งเดียวเหมือนกับค่าใช้จ่ายประเภทอื่น ๆ แต่จะทยอยนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือน เดือนละเท่า ๆ กัน ตามอายุการใช้งานของสินทรัพย์ที่เราประมาณการไว้ล่วงหน้า เรียกว่า ‘ค่าเสื่อมราคา’
4. กฎหมายภาษีอากร เป็นสิ่งที่เจ้าของกิจการควรศึกษาเป็นอันดับต้น ๆ ว่าในการเปิดร้านสาขาแฟรนไชส์เราจะต้องเสียภาษีอะไรบ้าง จะต้องเสียภาษีเมื่อไหร่ มีหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติอย่างไร และหากไม่ทำตามกฎหมายจะมีบทลงโทษอะไรบ้าง โดยหลัก ๆ แล้ว ภาษีที่เกี่ยวข้องกับร้านสาขาแฟรนไชส์ก็จะมี ภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และอาจมีเรื่องของ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ในกรณีที่เรามีการจ้างงานด้านการบริการ หรืองานสั่งทำพิเศษ
หากต้องการจ้างบริษัทรับทำบัญชี จะต้องทำอย่างไรบ้าง
การจ้างบริษัทรับทำบัญชีเป็นทางออกสำหรับเจ้าของธุรกิจที่ไม่อยากเสียเวลาในการทำบัญชีเอง และลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดจากการขาดประสบการณ์จนทำให้ธุรกิจเกิดความเสียหาย ต้องจ่ายค่าปรับให้กับสรรพากร แล้วถ้าต้องการจ้างบริษัทรับทำบัญชีเราจะมีวิธีการตรวจสอบและวิธีการทำงานร่วมกับบริษัทรับทำบัญชีอย่างไรบ้าง
1. บริษัทมีความน่าเชื่อถือ เราสามารถตรวจสอบประวัติของบริษัทรับทำบัญชีได้จากเว็ปไซต์ของบริษัท ว่าก่อตั้งมากี่ปี มีบริการอะไรบ้าง มีลูกค้าอยู่ในมือมากน้อยแค่ไหน
2. สอบถามจากลูกค้าเก่าที่เคยใช้บริการ เราสามารถติดต่อสอบถามความน่าเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพของบริษัทรับทำบัญชีจากรายชื่อลูกค้าเก่าที่เคยใช้บริการหรือยังใช้บริการอยู่ ซึ่งหาได้จากเว็ปไซต์ของบริษัทรับทำบัญชี ที่นำมาอ้างอิงว่าได้ร่วมงานกับบริษัทอะไรมาบ้าง
3. อัตราค่าบริการเหมาะสม เหมาะกับขนาดธุรกิจ ควรมีการสอบถามเรื่องค่าบริการและวิธีการคิดค่าบริการ นำมาเปรียบเทียบและเลือกบริษัทที่คิดค่าบริการสมเหตุสมผล ไม่ราคาถูกมากจนไม่น่าไว้ใจ หรือแพงมากจนเกินไป
4. ตกลงเรื่องขอบเขตหน้าที่การทำงานชัดเจน เจรจาตกลงกันให้ชัดเจนว่าเราจะว่าจ้างบริษัทรับทำบัญชีให้ทำอะไรบ้าง เช่น ลงบัญชี ปิดงบประจำเดือน ปิดงบประจำปี ตรวจสอบบัญชี ยื่นภาษี ฯลฯ เพื่อลดปัญหาเรื่องความเข้าใจไม่ตรงกัน เป็นเหตุทำให้ธุรกิจทำผิดกฎหมาย เช่นการไม่ยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลกลางปี เพราะคิดว่าบริษัทรับทำบัญชีจะยื่นให้ เป็นต้น
5. ตกลงเรื่องวิธีการทำงาน มีเอกสารอะไรบ้างที่เราจะต้องส่งให้บริษัทรับทำบัญชี จะต้องส่งให้ภายในวันที่เท่าไหร่ เพื่อให้บริษัทรับทำบัญชีทำงานได้อย่างราบรื่นและ ไม่กระทบแผนการยื่นภาษีของเรา
6.ตรวจสอบเอกสาร ใบกำกับภาษี ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ก่อนนำส่งสำนักงานบัญชี
เพื่อเป็นการคัดกรองเอกสารเบื้องต้น หากเอกสารไม่ถูกต้องเราสามารถแจ้งให้กับคู่ค้าของเราแก้ไขให้ถูกต้องอย่างทันท่วงที ไม่ต้องรอให้บริษัทรับทำบัญชีตรวจเจอ แล้วต้องมาเร่งแก้ไขในตอนสิ้นเดือน ซึ่งทำให้เสียเวลา ซึ่งอาจมีผลกระทบกับการยื่นภาษี และปิดบัญชีรายเดือนของเรา
ไม่ว่าเราจะเลือกวิธีการทำบัญชีเอง หรือจ้างบริษัทรับทำบัญชีให้เข้ามาดูแลเรื่องการทำบัญชีร้านสาขาแฟรนไชส์ สิ่งสำคัญที่สุดคือความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบัญชีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ที่เราในฐานะเจ้าของกิจการควรรู้ และทราบกฎระเบียบต่าง ๆ เพราะงานบางอย่างเราสามารถทำได้เองโดยไม่ต้องจ้างสำนักงานบัญชี เช่น การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม การยื่นขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลต่าง ๆ กับหน่วยงานราชการ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในส่วนนี้ได้มากเลยทีเดียว
บทความที่เกี่ยวข้อง : วิธีทำให้ลูกค้าพึงพอใจและกลับมาซื้อซ้ำ/การตลาดออนไลน์สำหรับร้านสาขาแฟรนไชส์/วิธีเพิ่มรายได้โดยการจัด snack box
สนใจแฟรนไชส์

บริษัท เดอะ วอฟเฟิล ซัพพลาย จำกัด
เลขที่ 419/41-44 หมู่ 5 ซอยศรีด่าน 29
ถนนศรีนครินทร์ ตำบลสำโรงเหนือ
อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 10270
Tel : 02-748-6410

