6 วิธีรับมืออย่างมีสติ หากถูกเลิกจ้างแบบฟ้าผ่า

ตอนนี้ชีวิตการทำงานของทุกคนเป็นอย่างไรกันบ้างคะ ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดที่หาความแน่นอนไม่ได้เลยแบบนี้ หลายคนอาจถูกลดเงินเดือนหรือบางคนหนักหน่อยก็ถูกเลิกจ้างกะทันหันแบบฟ้าผ่า เนื่องจากปริมาณความต้องการของลูกค้าลดลง บริษัทจึงต้องปรับโครงสร้างองค์กร ซึ่งช่วงที่ผ่านมาก็มีหลายบริษัทที่ “จำเป็น” ต้องทำเช่นนี้ เพื่อให้อยู่รอดท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ หากถูกเลิกจ้างโดยไม่ทันตั้งตัว อันดับแรกต้องตั้งสติ หายใจเข้าลึก ๆ แล้วมาดูกันว่าเราจะจัดการชีวิตต่อไปอย่างไรได้บ้าง

1. ใช้สิทธิ์ถูกเลิกจ้าง
สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (เงินค่าตกใจ)
จะได้รับในกรณีที่ถูกเลิกจ้างทันที โดยที่เราไม่ได้มีความผิด และไม่ได้แจ้งล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างน้อย 30 วัน ซึ่งนายจ้างจะต้องจ่ายเท่ากับเงินเดือน 30 วัน หรือถ้าเลิกจ้างเพราะนำเครื่องจักร/เทคโนโลยีมาใช้แทนแรงงานคน นายจ้างจะต้องจ่ายเท่ากับเงินเดือน 60 วัน
ถูกไล่ออก แต่ไม่ได้ทำความผิดลูกจ้างยังมีสิทธิ ต้องได้รับค่าชดเชย
ทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปี ชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี ชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน
ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ถึง 6 ปี ชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน
ทำงานครบ 6 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปี ชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน
ทำงานครบ 10 ปีขึ้นไป ชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน
ทำงานครบ 20 ปีขึ้นไป ชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน
นอกจากนี้ถ้าเรามีวันลาพักร้อนเหลือ ก็นำมาคำนวณเป็นเงินชดเชยได้ด้วยนะ
ติดต่อสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน หรือโทร. 1506 (ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง)
2. เงินช่วยเหลือคนว่างงาน
ใช้สิทธิประกันสังคมของเราให้เป็นประโยชน์ครับ อย่าลืมขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ภายใน 6 เดือนนับตั้งแต่วันที่ออกจากงาน ได้ที่เว็บไซต์ของกรมการจัดหางาน https://empui.doe.go.th/auth/index เราจะได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 180 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง เช่นเงินเดือน 10,000 บาท จะได้เงินชดเชย เดือนละ 5,000 แต่สำหรับคนที่เงินเดือน 15,000 บาทขึ้นไปทั้งหมดจะได้เงินชดเชย เดือนละ 7,500 บาทเท่ากัน
3. จัดการหนี้สิน
ถ้าใครมีหนี้ ก็ให้รีบติดต่อขอประนอมพักชำระหนี้ แสดงความบริสุทธิ์ใจไปเลยว่าเรากำลังอยู่ในช่วงวิกฤตจริง ๆ แต่ก็ยังอยากรับผิดชอบชำระหนี้อยู่ จุดนี้ทางสถาบันการเงินมักจะเข้าใจ และเจรจาหาทางออกร่วมกันได้ แต่ถ้าไม่ชำระหนี้ตามกำหนดและไม่ติดต่อไปเลย เขาอาจจะเข้าใจว่าเรา “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” จนเกิดการฟ้องร้องตามมาได้
4. รีบหางานใหม่
ใช้โอกาสระหว่างที่ว่างงานนี้ ปั้น RESUME ให้เลิศหรูอลังการไปเลยค่ะ จากนั้นค้นหางานที่สนใจ แล้วร่อนใบสมัครไปให้เร็วที่สุด และเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อถูกเรียกสัมภาษณ์งานด้วยนะ
5. วางแผนการใช้จ่ายอย่างรัดกุม
เงินมีน้อยใช้สอยอย่างประหยัด อะไรที่ไม่จำเป็นก็ตัดทิ้งให้หมด เน้นการใช้เงินเพื่อดำรงชีพเท่านั้น และอีกตัวช่วยสำคัญตอนที่ว่างงานก็คือ “เงินสำรองฉุกเฉิน” เช็คเงินสำรองฉุกเฉินของคุณว่ามีพอใช้กี่เดือนและวางแผนการใช้เงินก้อนนี้อย่างรัดกุมที่สุด
6. หารายได้ระหว่างรองานใหม่
ในช่วงที่ยังไม่ได้งานใหม่ควรหารายได้จากการทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ขายของออนไลน์ รับจ้างทั่วไป จะได้รบกวนเงินสำรองฉุกเฉินให้น้อยที่สุด ถ้าคุณยังไม่รู้จะขายอะไร The Waffle เรามีการลงทุนแฟรนไชส์ให้คุณพิจารณาหลายรูปแบบ หรืออยากเปิดร้านค้าออนไลน์โดยทำแบบ HOME MADE เราก็มีจำหน่ายแป้งวาฟเฟิลให้ไปต่อยอดสร้างร้านของคุณเองได้ เพียงมีแป้งกับเตาอบวาฟเฟิลก็สามารถเปิดร้านรับออเดอร์ออนไลน์ได้แล้ว
แม้ปัญหาจะหนักหน่วง แต่เมื่อคุณตั้งสติได้เร็ว คุณก็จะพบทางออกได้เร็วเหมือนกัน คุณไม่มีทางรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นอีก แต่สิ่งที่คุณทำได้คือการตั้งการ์ดรับปัญหาเพื่อป้องกันผลกระทบให้เกิดน้อยที่สุด ดังนั้นถ้าเริ่มมีรายได้เข้ามาแล้ว ก็อย่าลืมแบ่งเงินออมสำรองฉุกเฉินไว้สัก 6-12 เดือน หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาอีกจะได้มีเงินไว้ใช้จ่ายนั่นเองค่ะ
บทความที่เกี่ยวข้อง : ทำไมควรซื้อแฟรนไชส์จากสินค้าที่เราชอบ/เริ่มต้นธุรกิจแรกกับแฟรนไชส์/ทำไมมนุษย์เงินเดือนควรซื้อแฟรนไชส์


