การเสียภาษีสำหรับร้านสาขาแฟรนไชส์-เดอะวอฟเฟิลแฟรนไชส์
การเสียภาษีสำหรับร้านสาขาแฟรนไชส์-เดอะวอฟเฟิลแฟรนไชส์

‘ภาษี’ สิ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องชำระตามกฎหมาย ร้านสาขาแฟรนไชส์ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นร้านสาขาแฟรนไชส์ขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ เมื่อมีรายได้เกิดขึ้นสิ่งที่เราจะต้องรับผิดชอบตามมาคือการนำส่ง หรือเสียภาษีให้ถูกต้อง แล้วร้านสาขาแฟรนไชส์มีภาระภาษีอะไรที่จะต้องรับผิดชอบบ้าง

1. ภาษีเงินได้

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในกรณีที่ร้านสาขาแฟรนไชส์ของเราเป็นร้านขนาดเล็ก ไม่ได้จดทะเบียนธุรกิจ ภาษีที่เราจะต้องจ่ายให้กับสรรพากรคือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยมีการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาในอัตราร้อยละ 60 ของรายได้ ในส่วนที่เหลือร้อยละ 40 จะต้องนำมาคำนวณเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า อัตราร้อยละ 5 - 35
ภาษีเงินได้นิติบุคคล ในกรณีที่ร้านแฟรนไชส์ดำเนินธุรกิจในลักษณะของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วน จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้กับสรรพากรในอัตราร้อยละ 20 ทุกปี โดยฐานภาษีคำนวณมาจากกำไรสุทธิ นั่นเอง

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

หากเรามีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 1,800,000 บาทขึ้นไป จะต้องมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยจะต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 7 ภาษีที่จะต้องนำส่งกรมสรรพากร คือ มูลค่าส่วนต่างของภาษีซื้อและภาษีขาย หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ร้านค้าจะต้องนำส่งเงินส่วนต่างค่าภาษีให้กับกรมสรรพากร แต่ถ้าภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย เราสามารถเลือกได้ว่าจะขอคืน หรือเก็บไว้หักยอดภาษีในครั้งหน้า

6GDNTheWaffle336x280px

3. ภาษีป้าย

หากร้านแฟรนไชส์ของเราตั้งอยู่ภายนอกห้างสรรพสินค้า อย่างเช่นอาคารพาณิชย์ และมีการทำป้ายชื่อร้านสาขาแฟรนไชส์ โดยมีการแสดงชื่อ ยี่ห้อ ตราสัญลักษณ์ เครื่องหมายการค้าในเชิงพาณิชย์ จะต้องชำระค่าภาษีป้ายให้กับสำนักงานเขต หรือเทศบาล ทุกปี โดยค่าภาษีจะคิด จากภาษาที่ใช้และขนาดของป้ายนั้น ๆ ยกเว้น ป้ายที่มีล้อเลื่อน หรือป้ายที่จัดทำขึ้นเป็นครั้งคราว ร้านสาขาแฟรนไชส์ไม่ต้องเสียภาษีป้าย
การนำส่งภาษีสำหรับร้านสาขาแฟรนไชส์
1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะต้องมีการยื่นขอเสียภาษีเงินได้ปีละ 2 ครั้ง คือ
ครึ่งปีแรกยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 สำหรับเงินได้ที่เกิดขึ้นในเดือนมกราคม- มิถุนายน โดยจะต้องยื่นแบบภายในเดือนกันยายน
ครึ่งปีหลังยื่นแบบ ภ.ง.ด.90  สำหรับเงินได้ที่เกิดขึ้น ใน เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม จะต้องยื่นแบบภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป โดยคำนวณภาษีเงินได้ตลอดทั้งปี หักด้วยยอดภาษีที่จ่ายครึ่งปีแรก จะได้มูลค่าภาษีที่จะต้องจ่ายในครึ่งปีหลัง
2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล จะต้องมีการยื่นขอเสียภาษีเงินได้ปีละ 2 ครั้ง คือ
รอบครึ่งปีบัญชีแรก ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51  สำหรับเงินได้ในช่วง 6 เดือนแรก โดยจะต้องยื่นแบบภายใน 2 เดือนนับจากวันที่ครบรอบ 6 เดือน
รอบครึ่งปีบัญชีหลัง ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 สำหรับเงินได้ในช่วง 6 เดือนหลัง หรือตั้งแต่เดือนที่ 7 – 12 จะต้องยื่นแบบภายใน 120 วันหลังจากปิดปีบัญชี  โดยคำนวณภาษีเงินได้ตลอดทั้งปี หักด้วยยอดภาษีที่จ่ายในครึ่งปีบัญชีแรก จะได้มูลค่าภาษีที่จะต้องจ่ายในครึ่งปีหลัง
3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับผู้ที่มีรายได้ปีละ 1.8 ล้านบาทขึ้นไปและมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องยื่นแบบ ภพ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เพื่อรายงานมูลค่าภาษีซื้อ – ภาษีขายในแต่ละเดือน พร้อมสรุปยอดนำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับสรรพากร หากยื่นหลังวันที่ 15 ของเดือน จะต้องจ่ายเบี้ยปรับเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน
4. ภาษีป้าย จะต้องยื่นแบบ ก.ป. 10 ตั้งแต่เดือนมกราคม – มีนาคมของทุกปี ที่สำนักงานเขต หรือสำนักงานเทศบาลที่ร้านสาขาแฟรนไชส์ของเราตั้งอยู่ หากฝ่าฝืนมีโทษปรับ 5,000 – 50,000 บาท

ไม่อยากมีปัญหาเรื่องภาษีอากร ต้องทำอย่างไรบ้าง

1. ใบกำกับภาษีต้องเก็บให้ดี ใบกำกับภาษีเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยยืนยันว่าเราได้มีการซื้อ ขาย และมีการชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนจำนวนเท่าไหร่ และได้ชำระครบถ้วนหรือไม่
2. ตรวจสอบข้อมูลในใบกำกับภาษี ถ้าผิดให้รีบแก้ไข ทั้งชื่อผู้ซื้อ ผู้ขาย ที่อยู่ หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี และ สาขาที่ออกใบกำกับภาษี  ซึ่งเป็นส่วนที่หลายคนมองข้าม เพราะให้ความสำคัญกับตัวเลขมากกว่า แต่รายละเอียดเหล่านี้มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าข้อมูลที่เป็นตัวเลข เพราะหากกรอกผิด ก็มีสิทธิ์ถูกปรับได้
3. เอกสารทางบัญชีต้องเก็บไว้ 10 ปีห้ามทำลาย จากเดิมกฎหมายกำหนดให้ต้องเก็บเอกสารทางบัญชี 5 ปี จึงจะสามารถทำลายได้ แต่ในปัจจุบันได้เพิ่มเป็น 10 ปี เผื่อมีการเรียกตรวจสอบย้อนหลังจากกรมสรรพากร จะต้องมีเอกสารและข้อมูลต่าง ๆ พร้อมชี้แจง
4. เสียภาษีตรงเวลาไม่มีค่าปรับ เงินเพิ่ม ควรยื่นแบบเพื่อเสียภาษีล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 วัน เพราะหากเอกสารหรือข้อมูลผิดจะได้มีเวลากลับมาแก้ไข ดีกว่าไปยื่นวันสุดท้ายแล้วต้องมาช้ำใจกับค่าปรับ โดยปัจจุบัน สรรพากรได้เปิดให้ยื่นแบบผ่านอินเตอร์เนตเพื่ออำนายความสะดวกให้ผู้ประกอบการ
5. หากรู้ว่าผิดให้รีบแก้ไขก่อนถูกตรวจสอบ หากพบว่ายื่นภาษีต่ำไป หรือสูงไป ควรรีบยื่นเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง หากยื่นต่ำไปจะได้จ่ายเพิ่ม หากยื่นสูงไปกรมสรรพากรจะให้เราเลือกว่าจะรับคืน หรือจะเก็บไว้ใช้หักภาษีในครั้งหน้า
6. ต้องมีการทำบัญชีธุรกิจ ร้านสาขาแฟรนไชส์จะต้องมีการทำบัญชีตามมาตรฐานบัญชีควบคู่กับการทำธุรกิจ เพราะทำให้ง่ายแก่การคำนวณภาษีเงินได้ เพราะมีข้อมูลตัวเลขและเอกสารยืนยันรายรับรายจ่ายชัดเจน หากกรมสรรพากรมีการขอตรวจสอบก็มีข้อมูลและเอกสารพร้อมชี้แจง
7. ศึกษาเรื่องบัญชีธุรกิจไว้บ้าง เป็นเจ้าของร้านแฟรนไชส์ แม้จะมีการจ้างสำนักงานบัญชีดูแลงบการเงินให้ แต่เจ้าของร้านอย่างเราก็ควรดูงบเป็นด้วย ลงเรียนบัญชีสำหรับเจ้าของกิจการให้เข้าใจหลักการบัญชี รู้ที่มาที่ไปของตัวเลขได้ ไม่ใช่แค่เห็นงบก็ได้แต่งงอย่างเดียว
8. ต้องรู้กฎหมายภาษีอากร จะทำธุรกิจก็ต้องรู้ว่ามีภาษีตัวไหนบ้างที่เกี่ยวข้องกับเรา จะได้วางแผนธุรกิจได้ถูก ไม่ต้องมาเสี่ยงกับการถูกจับ ถูกปรับ เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

เมื่อเลือกทำธุรกิจ สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือภาษีอากรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา หากเป็นสมาชิกแฟรนไชส์เดอะวอฟเฟิล เราพร้อมให้คำปรึกษาไม่ใช่แค่การขายหรือการตลาด หากเรามีความรู้ความเข้าใจเรื่องภาษีธุรกิจ เราจะรู้ว่าภาษีตัวไหนต้องจ่ายเมื่อไหร่ และจะต้องเตรียมอะไรบ้าง รวมไปถึงการป้องกันไม่ให้เกิดการทำผิดกฎหมาย ลดปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ต้องเสียเวลา เสียค่าปรับ และยังมีเบี้ยปรับเงินเพิ่มรายเดือนเพิ่มขึ้นมาอีก ดังนั้น อย่าละเลยเรื่องภาษี ร้านสาขาแฟรนไชส์ของเราจะได้ไม่ต้องมีประวัติทำผิดกฎหมาย ส่งผลให้ถูกเพ่งเล็งและถูกเข้าตรวจสอบ โดยกรมสรรพากรได้

บทความที่เกี่ยวข้อง : การตลาดออนไลน์สำหรับร้านสาขาแฟรนไชส์/ตกแต่งร้านสาขาแฟรนไชส์ให้น่าสนใจสะดุดตา/ร้านสาขาแฟรนไชส์ควรทำบัญชีอย่างไร

สนใจแฟรนไชส์

iTopPlus1312794406907

LogoTheWaffleFooter

บริษัท เดอะ วอฟเฟิล ซัพพลาย จำกัด

เลขที่ 419/41-44 หมู่ 5 ซอยศรีด่าน 29

ถนนศรีนครินทร์ ตำบลสำโรงเหนือ

อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 10270

Tel : 02-748-6410

E-mail Facebook Instagram Line TikTok YouTube

© Copyright 2017  www.thewafflesupply.com  All Rights Reserved