Facebook

เงินเดือนพนักงานร้านสาขาแฟรนไชส์ควรเป็นเท่าไหร่และให้คอมมิชชั่นอย่างไร--เดอะวอฟเฟิลแฟรนไชส์
เงินเดือนพนักงานร้านสาขาแฟรนไชส์ควรเป็นเท่าไหร่และให้คอมมิชชั่นอย่างไร--เดอะวอฟเฟิลแฟรนไชส์

เพราะการเริ่มต้นธุรกิจเองไม่ใช่เรื่องง่าย การเลือกลงทุนในแฟรนไชส์ที่มีคุณภาพ เป็นโอกาสทางธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง เป็นการลงทุนทำธุรกิจที่ผู้ซื้อสามารถจัดการเวลาได้ด้วยตนเอง การจ้างพนักงานประจำร้านเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาแต่ต้องรู้จักบริหารงานให้เป็น เมื่อรู้อย่างนี้แล้วหลายคนจึงคิดว่าจ้างพนักงานตั้งแต่แรกเลยน่าจะดีกว่า ก่อนที่จะตัดสินใจเช่นนั้นอย่าลืมว่าเงินเดือนคือค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบ ควรจะให้เงินเดือนพนักงานเท่าไหร่ และจ่ายค่าคอมมิชชั่น อย่างไรจึงจะเหมาะสมกับธุรกิจ

1. ควรจ่ายเงินเดือนใกล้เคียงกับร้านค้าที่มีรูปแบบธุรกิจคล้ายกัน

ถ้าจะให้ระบุเงินเดือนลงไปเลยนั้นคงตอบยากสักหน่อย ขึ้นอยู่กับว่าแฟรนไชส์ที่ลงทุนนั้นมีขนาดเท่าไหร่ ขายที่ไหน โดยที่เงินเดือนของพนักงานส่วนใหญ่อยู่ที่ 15-18% ของยอดขาย เพื่อให้ร้านสามารถอยู่รอดและทำกำไรได้ หรืออาจจะลองสำรวจตามประกาศรับสมัครงานตำแหน่งพนักงานขายแล้วดูว่ารูปแบบร้านที่มีขนาดใกล้เคียงกับเรา หรือขายสินค้าประเภทเดียวกันให้เงินเดือนเท่าไหร่ จะได้อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงกัน เป็นวิธีที่ให้พนักงานมีใจรักบริการและอยู่กับเราได้นานขึ้น แต่ต้องดูองค์ประกอบอื่นด้วยว่าแฟรนไชส์ของเราตั้งอยู่แถวไหน จำนวนลูกค้ามากน้อยแค่ไหน เป็นย่านที่มีค่าครองชีพสูงหรือไม่ อย่าลืมว่าค่าแรงขั้นต่ำในต่างจังหวัดก็ได้รับเท่ากับในกทม.เช่นกัน ตรงนี้ก็ต้องปรับไปตามความเหมาะสม เพื่อให้พนักงานอยู่ได้ และธุรกิจอยู่รอด

2. การจ่ายเงินเดือนควรเป็นไปตามกฎหมายแรงงาน

ตามปกติแล้วพนักงานมีสิทธิ์ที่จะได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำ หากเป็นงานทั่วไปตามกฎหมายแรงงานกำหนดชั่วโมงการทำงานไม่เกิน 8 ชม./ วัน หรือตามที่ตกลงกันแต่ไม่เกิน 48 ชม./สัปดาห์ แต่สำหรับงานขายที่ต้องดูแลรับผิดชอบร้านทั้งหมด โดยเฉพาะแฟรนไชส์ที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าต้องเปิด-ปิดร้านตามเวลาที่กำหนดแฟรนไชส์เดอะวอฟเฟิลส่วนมากก็อยู่ในทำเลแบบนี้ ช่วงเวลาในการทำงานมักจะนานกว่านั้นประมาณ 10-12 ชม./วัน การจ่ายค่าแรงมีทั้งแบบรายวันและรายเดือน ถ้าจ้างแบบรายวันก็จะตัดปัญหาหยุดงานบ่อย นิยมจ่ายค่าแรง 2 ครั้งอย่างเช่น ทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน หากจำเป็นต้องมีการจ้างพนักงานเป็นกะต้องจัดสรรช่วงเวลาทำงานให้เหมาะสมเพราะมีผลต่อต้นทุนเช่นกัน ในช่วงเทศกาลวันหยุดอย่างเช่น ปีใหม่ สงกรานต์ สำหรับร้านที่ตั้งอยู่ตามศูนย์การค้า สถานีบริการน้ำมัน มักไม่หยุดให้บริการเนื่องจากว่าเป็นช่วงที่ขายดี มียอดขายสูงกว่าวันธรรมดา อาจตกลงกันเพื่อหยุดวันอื่นชดเชยหรือจ่ายค่าจ้างในวันหยุดแทนก็ได้ หลายคนอาจคิดว่าการจ้างพนักงานประจำร้านแฟรนไชส์ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายกำหนด แค่มาทำงานแล้วจ่ายค่าจ้างก็จบ แต่การทำในสิ่งที่ถูกต้องตั้งแต่แรก นอกจากเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพในการบริหารงานของร้านสาขานั้นอีกด้วย

6GDNTheWaffle336x280px

ค่าคอมมิชชั่น ควรให้อย่างไร

นอกจากเงินเดือนที่ได้รับแล้ว พนักงานส่วนใหญ่ยังมองหาผลตอบแทนอื่นเพิ่มเติม การให้เงินเดือนสูงตั้งแต่แรกเพื่อดึงดูดให้พนักงานมาสมัคร คงไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่นัก การจ่ายค่าคอมมิชชั่นจึงเป็นทางออกสำหรับเรื่องนี้ เป็นการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานขายตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายอย่างดี ส่งผลต่อการทำยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ผู้ประกอบการบางรายที่กังวลว่าพนักงานจะไม่สนใจขายสินค้า ไม่มีการเชียร์ขายสินค้า และให้บริการที่ดีหรือไม่ เพราะถึงยังไงก็ได้รับค่าตอบแทนตามที่ตกลงอยู่แล้วไม่ว่าจะขายได้มากหรือน้อยก็ตาม ค่าคอมมิชชั่นที่ได้รับเพิ่มเติมนอกจากเงินเดือนจึงเป็นเหมือนแนวทางกระตุ้นการขายนั่นเอง 
ในส่วนของการคิดค่าคอมมิชชั่นสำหรับร้านสาขาแฟรนไชส์ อาจต่างกันไปตามราคาสินค้าที่ขาย และสัดส่วนกำไรที่ได้ มักจะใช้วิธีคิดแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ลงตัวทั้งสองฝ่าย เพราะค่าคอมมิชชั่นนับเป็นต้นทุนแปรผันซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยอดขาย ถ้าให้น้อยเกินไปพนักงานอาจจะไม่อยากทำงาน ถ้าให้มากไปผู้ประกอบการอาจขาดทุนได้ โดยทั่วไปจะคำนวณจากยอดขายและแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ตามอัตราส่วน หรือจ่ายตามขั้นบันได ขึ้นอยู่กับกลุ่มสินค้า
• จ่ายตามยอดขาย การให้ค่าคอมมิชชั่นจากยอดขาย ต้องคำนึงให้ดี เพราะเป็นการให้จากยอดขายที่ยังไม่หักค่าใช้จ่าย อาจไม่เหมาะกับผู้ประกอบการที่ยังไม่มีประสบการณ์ วิธีนี้เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีผลกำไรสูงถึง 50% หลังจากหักต้นทุนทุกอย่างแล้ว เช่น
 จ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย เช่น ยอดขาย 100,000 บาท ค่าคอมมิชชั่น 3% เท่ากับ 3,000 บาท
จ่ายแบบขั้นบันได เช่น ยอดขาย 1 แสน ได้ 3,000 บาท ยอดขาย 1.5 แสน ได้ 4,000 บาท
• จ่ายตามผลกำไร บางครั้งก็ไม่ควรจ่ายค่าคอมฯโดยดูจากยอดขายอย่างเดียว ถ้าธุรกิจไม่ได้มีกำไรสูงถึง 50% หรือมีปัจจัยที่ส่งผลต่อกำไร เช่น ยอดขาย 100,000 บาท (คิดเป็น100%) ได้กำไร 30% (30,000) จ่ายค่าคอมฯอยู่ที่ 5%จากผลกำไร เท่ากับว่าพนักงานขายได้ 1,500 บาท ซึ่งเปอร์เซ็นต์ค่าคอมฯสามารถปรับขึ้นลงได้ตามเปอร์เซ็นต์กำไร วิธีนี้ช่วยให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์มั่นใจได้ว่าการขายแต่ละครั้งจะมีผลกำไรเหลืออยู่หลังจากที่จ่ายค่าคอมฯให้พนักงานแล้วอย่างแน่นอน
• จ่ายตามจำนวนชิ้นที่ขายได้ วิธีนี้อาจไม่เข้าข่ายการคิดค่าคอมมิชชั่นที่ใช้กันตามองค์กทั่วไป แต่เป็นการคิดแบบง่ายๆเรียกว่าง่ายที่สุดก็ว่าได้ พนักงานขายก็สามารถคำนวณเองได้ และรู้อยู่ตลอดทุกวันว่ายอดถึงไหนแล้ว จะได้ค่าคอมฯเท่าไหร่ ช่วยกระตุ้นการเพิ่มยอดขายทางอ้อม มีความกระตือรือร้นที่จะขายสินค้า เป็นการให้ค่าตอบแทนพิเศษตามจำนวนชิ้นที่ขายได้ มีข้อจำกัดตรงที่สินค้าชนิดนั้นต้องสามารถนับหน่วยในการขายได้ เช่น กาแฟ 1 แก้ว ขนม 1 ชิ้น แต่ต้องตรวจสอบได้ว่ายอดขายตรงตามจำนวนสินค้าที่จำหน่ายออกไป เพื่อป้องกันการทุจริต ซึ่งไม่มีการคำนวณอะไรมากมาย แค่ให้ค่าคอมมิชชั่นชิ้นละกี่บาทก็ว่ากันไป
การหาพนักงานที่ดีมาประจำร้านนั้นยากแล้ว แต่การรักษาพนักงานให้อยู่กับร้านนั้นยากกว่า ซึ่งการลาออกของพนักงานในแต่ละครั้งต้องใช้เวลาและเงินในการเทรนงานแทนคนเก่าที่ลาออกไป จึงต้องมีการคำนวณเงินเดือนและค่าตอบแทนพิเศษให้ดี เพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรด้านบุคคลโดยไม่จำเป็น เงินเดือนพนักงานถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ นับว่าเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ต้องเตรียมประมาณการไว้ตั้งแต่แรก เพื่อกันเงินไว้ให้เพียงพอสำหรับจ่ายให้ตรงตามเวลา จะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาภายหลังนั่นเอง

บทความที่เกี่ยวข้อง : ฝึกอบรมพนักงานให้มีใจรักบริการ/บริการดี ลูกค้า Love ยอดขาย Up/บริหารร้านแฟรนไชส์ให้ลูกค้ารัก พนักงานมีความสุข

สนใจแฟรนไชส์

iTopPlus1312794406907